Monday, February 06, 2006

"ครองใจคน" หลากเหตุผลที่คนไทยรักในหลวง



".... ผมเคยอยู่มาแล้วหลายแผ่นดิน แต่ก็ไม่เคยเห็นว่าพระเจ้าอยู่หัวแผ่นดินใด
ที่คนทั้งเมืองเขาเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ ให้ความเคารพบูชาอย่างสนิทสนมอย่างทุกวันนี้
...พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลก่อน ๆ ทรงครองแผ่นดิน
แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลนี้ทรง "ครองใจคน.."

หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช



เรื่อง "เดิมพันของเรา"

ครั้งหนึ่ง เมื่อหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช

กราบบังคมทูลถามพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า
"เคยทรงเหนื่อย ทรงท้อบ้างหรือไม่"

ครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชกระแสตอบว่า
ความจริงมันน่าท้อถอยหรอก บางเรื่องมันน่าท้อถอย

แต่ว่าฉันท้อไม่ได้
เพราะเดิมพันของเรานั้นสูงเหลือเกิน

เดิมพันของเรานั้นคือบ้านคือเมือง
คือความสุขของคนไทยทั่วประเทศ
ข้อมูลจาก ไทยรัฐ ฉบับ 5 ธ.ค.32





เรื่อง "ราษฎรยังอยู่ได้"

ปีพุทธศักราช 2513
เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชประสงค์
ที่จะเสด็จพระราชดำเนิน ไปเยี่ยมราษฎร
ในตำบลหนึ่งของอำเภอเมืองพัทลุง
อันเป็นแหล่งที่ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์
ปฏิบัติการรุนแรงที่สุดในภาคใต้เวลานั้น

ด้วยความห่วงใยอย่างยิ่งล้น
ทางกระทรวงมหาดไทยได้กราบบังคมทูล
ขอให้ทรงรอให้สถานการณ์
ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่เสียก่อน
แต่คำตอบที่ทางกระทรวงมหาดไทยได้รับ
ก็คือ...

ราษฎรเขาเสี่ยงภัยยิ่งกว่าเราหลายเท่า
เพราะเขาต้องกินอยู่ที่นั่นเขายังอยู่ได้
แล้วเราจะขลาด แม้แต่จะไปเยี่ยมเยียน
ทุกข์สุขของเขาเชียวหรือ

ข้อมูลจากคำอภิปรายเรื่อง "พระบิดาประชาชน"



และมีอีกหนึ่งพระกระแสพระราชดำรัสที่เป็นคำตอบว่า
เหตุใดจึงไม่อาจหยุดทรงงานได้

...คนเราจะอยู่สุขสบายแต่คนเดียวไม่ได้

ถ้าคนที่อยู่ล้อมรอบมีความทุกข์ยาก
ควรต้องแบ่งเบาความทุกข์ยากของเขาบ้าง

ตามกำลังและความสามารถเท่าที่จะทำได้





"เขาเดินมาเป็นวัน ๆ"

"...มีอยู่ครั้งนึง ข้าพเจ้าอายุ 18 ปี ได้ตามเสด็จ...

ตอนนั้นเป็นช่วงหลังพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
เสด็จฯ เยี่ยมราษฎรทุกจังหวัดและอำเภอใหญ่ ๆ ก็เสด็จฯ
ประมาณ 9 โมงเช้า เสด็จออกทรงเยี่ยมราษฎรมาเรื่อย ๆ

ทีนี้ข้าพเจ้าก็รู้สึกว่า แหม นานเหลือเกิน ตอนนั้นยังไม่กางร่ม

ตอนนั้นยังไม่ค่อยกลัวแดด ไม่ใส่หมวก
ก็รู้สึกแดดเปรี้ยง หนังเท้านี้รู้สึกไหม้เชียว
ก็เดินเข้าไปกระซิบท่านว่า พอหรือยัง ก็โดนกริ้ว

นี่เห็นไหมราษฎรเขาเดินมาเป็นวัน ๆ

เพื่อมาดูเราแม้แต่นิดเดียว
แต่นี่เรายืนอยู่ไม่เท่าไรล่ะ
ตอนนี้ทนไม่ไหวเสียแล้ว..

พระราชดำรัสสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ

วันที่ 11 ส.ค. 2534



"ต่อไปจะมีน้ำ"

"น้ำทิพย์สาดเป็นสายพรายพลิ้วทิวงาม ทั่วเขตคามชื่นธารา"
เขียนโดย มนูญ มุกข์ประดิษฐ์ เป็นบทความที่ตีพิมพ์

ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 5 ธ.ค.2528
ได้เล่าให้ผู้อ่านชาวไทย ได้ประจักษ์ถึงเรื่อง
อัศจรรย์ของ "ในหลวง" กับ "น้ำ"
ที่เกิดขึ้นในคำวันหนึ่งของเดือน ก.พ.2528

ด้วยความทุกข์ที่เปี่ยมล้นใจอันเนื่องมาจาก

ต้องเผชิญความแห้งแล้งอย่างหนัก
หญิงชราคนนึ่งที่มาเข้าเฝ้าฯ รับเสด็จได้คลานเข้ามากอด

พระบาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
กราบบังคมทูลด้วยน้ำตาอาบแก้ม ขอพระราชทานน้ำ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสตอบว่า

ยายไม่ต้องห่วงแล้วนะ ต่อไปนี้จะมีน้ำ เราเอาน้ำมาให้

แล้วพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงพระดำเนินกลับ

ไปยังรถพระที่นั่ง ซึ่งจอดห่างออกไปราว 5 เมตร
ปรากฎว่าท่ามกลางอากาศที่ร้อนแล้ง
จู่ ๆ ก็เกิดฝนตกลงมาเป็นครั้งแรกในรอบปี
ทำให้ผู้ตามเสด็จและราษฎรในที่นั้นถึงกับงุนงงไปตาม ๆ กัน



"สิ่งที่ทรงหวัง"

ครั้งหนึ่งขณะเสด็จฯ เยี่ยมเยียนราษฎร

ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ผู้สื่อข่าวต่างประเทศคนหนึ่ง

ได้ขอพระราชทานสัมภาษณ์
และได้กราบบังคมทูลถามว่า
การที่เสด็จฯ เยี่ยมราษฎร

และมีโครงการตามพระราชดำริ
เกิดขึ้นมากมายนั้น
ทรงหวังว่าจะให้คอมมิวนิสต์น้อยลงใช่หรือไม่

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรบสั่งตอบว่า
"มิได้ทรงสนพระทัยว่าคอมมิวนิสต์จะน้อยลงหรือไม่
แต่ทรงสนพระทัยว่าประชาชนของพระองค์

จะหิวน้อยลงหรือไม่"




"รักถึงเพียงนี้" และ "จุดเทียนส่งเสด็จ"

บทความชื่อ "แผ่นดินร่มเย็นที่นราธิวาส"

ตีพิมพ์ในนิตยสาร "สู่อนาคต" ฉบับพิเศษเนื่องในวันเฉลิมฯ
ได้เล่าย้อนให้เราได้เห็นภาพความยากลำบาก
ในการเสด็จฯ เยี่ยมราษฎรทางภาคใต้เมื่อหลายปีก่อน

โดยเฉพาะช่วงก่อนสร้างพระราชตำหนักทักษิณราชนิเวศน์นั้น
เป็นที่รู้กันว่าจังหวัดนราธิวาสชุกชุมไปด้วยโจรร้าย

โจรปล้นสะดมและพวกโจรเรียกค่าไถ่
ถึงขนาดที่ในหลาย ๆ หมู่บ้านนั้น

แม้แต่เจ้าหน้าที่ของรัฐก็ไม่กล้าย่างกรายเข้าไป

ทว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงตระหนัก

ในทุกข์อันลึกล้ำของชาวบ้าน ที่ทั้งทุกข์เพราะยากจน
และทุกข์เพราะภัยคุกคาม จึงได้เสด็จฯ ลงไปเยี่ยมเยียน
เป็นขวัญกำลังใจให้ราษฎรของพระองค์

โดยไม่ทรงหวาดหวั่น
บางวันถึงกับเสด็จฯ เป็นการส่วนพระองค์
โดยปราศจากกำลังอารักขา

และบางหมู่บ้านตำรวจเพิ่งถูกคนร้ายแย่งปืน
แล้วยิ่งตายก่อนเสด็จไปถึงเพียงไม่กี่ชั่วโมง

ทรงรักราษฎรถึงเพียงนี้ จึงไม่แปลกที่หญิงชราคนหนึ่งในหมู่บ้านหนึ่ง

ของอำเภอรือเสาะจะเข้ามาเกาะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เธอร้องไห้แล้วบอกว่า ไม่นึกเลยว่าพระเจ้าอยู่หัว
เป็นคนไทยชาวพุทธ จะมารักมุสลิมได้ถึงขนาดนี้..

บทความเดียวกันได้เปิดเผยต่อไปอีกว่า

ที่อีกหมู่บ้านหนึ่งในอำเภอเดียวกันนั้น
"โต๊ะครูได้พาพรรคพวกมายืนรอรับเสด็จแล้วพูดขึ้นว่า ..

รายอกลับไปเถอะ ประไหมสุหรีกลับไปเถิด
ประเดี๋ยวพวกโจรจะลงจากเขา..."

และเมื่อถึงเวลาเสด็จฯ กลับที่มืดสนิทอย่างน่ากลัว

โต๊ะครูกับชาวบ้านก็พากันมาจุดเทียน
ส่งเสด็จตลอดเส้นทางอันตราย ด้วยความห่วงใย

ใน "รายอ" และ "ประไหมสุหรี"
หรือ พระราชาพระราชินีของพวกเขาอย่างสุดซึ้ง





"ดีใจที่สุด"

สำหรับผู้ที่ตกอยู่ในความทุกข์มืดมน

พระบรมฉายาลักษณ์ไม่เพียงเป็นรูปเคารพบูชา
แต่ยังเป็นเสมือนสัญลักษณ์ของความศรัทธา

ที่ช่วยให้มีแรงต่อสู้กับความทุกข์ต่อไปได้
ดัง คุณยายละเมียด แสงเนียมวัย 72 ปี ชาวจังหวัดชุมพร

ผู้ที่เผชิญกับอุทกภัยภาคใต้ในปี 2540
น้ำท่วมบ้านสูงมากจนอยู่อาศัยไม่ได้

"อยู่ ๆ น้ำก็ท่วมมาเร็วมาก ยายต้องไปขออาศัยบ้านคนอื่นเขาอยู่

ต่อมาก็ขึ้นไปอยู่ชั้นบน ออกไปไหนไม่ได้เลย...
พอดีที่บ้านนี้เขาปลูกมะละกอ ต้นมันสูงมาถึงหน้าต่าง
เราก็เอื้อมถึงพอดี เลยได้กินข้าวกับมะละกอ
ก็กินมาสามวัน มาเมื่อวานผู้ใหญ่บ้านมาบอก
มูลนิธิในหลวงจะเอาของมาแจกยายคิดเลยว่า

ไม่อดตายแล้ว ทุกครั้งที่คนไทยเดือดร้อน ใ
นหลวงจะให้ความช่วยเหลือทุกครั้ง

ของที่ยายได้มา ที่ดีใจที่สุดคือมีรูปของท่านมาด้วย

ที่บ้านเสียหายหมดแล้ว ยายจะเอารูปท่านไว้บูชา

ยายพูดแล้วก็ก้มลงกราบ

พระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ด้วยความจงรักสุดหัวใจ



"ทุกข์บรรเทา"

การ "ประทับอยู่ในบ้านเมือง" ดังพระราชดำรัสนั้น

ในเวลาต่อมาก็เป็นที่รู้กันว่า มิได้หมายถึงการ
ประทับอยู่ในเมืองหลวงเท่านั้น
แต่ยังเสด็จฯ เยี่ยมเยียนราษฎร ของพระองค์
จนแทบจะทั่วทุกตารางนิ้วที่พระบาทจะย่างไปถึงได้

ทรงวิทย์ แก้วศรี ผู้เรียบเรียงบทความ

"บรมบพิตรพระราชสมภารเจ้าผู้ทรงพระคุณธรรมอันประเสริฐ"
บันทึกไว้ว่า วันที่ 13 ก.ย 2497

ขณะที่ทรงมีพระชนมายุ 26 พรรษา
และทรงครองราชย์เป็นปีที่ 8

ปรากฎว่าเกิดเหตุการณ์อัคคีภัยครั้งร้ายแรงขึ้น

ที่อำเภอบ้านโป่ง จ.ราชบุรี
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงเสด็จพระราชดำเนิน

ไปเยี่ยมเยือนราษฎรขาวบ้านโป่ง ผู้ประสบภัยในพื้นที่
ทรงทอดพระเนตรบริเวณที่เกิดเพลิงไหม้
และพระราชทานสิ่งของบรรเทาทุกข์

ทุกข์ในยามยากเพราะสิ้นเนื้อประดาตัวจากภัยเพลิงนั้นมากล้น

แต่ เมื่อได้รู้ว่ายังมีใครสักคน คอยเป็นกำลังใจ
ทุกข์สาหัสแค่ไหนก็ยังพอมีแรงกายลุกขึ้นสู้ต่อได้

การเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยียนราษฎรผู้ประสบภัยในครั้งนั้น

นับได้ว่าเป็นการ เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎร
ต่างจังหวัดเป็นครั้งแรกในรัชกาล



"ดอกบัวจากหัวใจ"

ที่นครพนม บนเส้นทางรับเสด็จตรงสามแยกชยางกูร-เรณูนคร

บ่ายวันที่ 13 พ.ย. 2498
อาณัติ บุนนาค หัวหน้าส่วนช่างภาพประจำพระองค์

ได้บันทึกภาพในวินาทีสำคัญ
ที่กลายเป็นภาพประวัติศาสตร์ภาพหนึ่งของประเทศ

ภาพที่พูดได้มากกว่าคำพูดหนึ่งล้านคำ

วันนั้นหลังจากทรงบำเพ็ญพระราชกุศล ณ วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร

เสร็จสิ้นในช่วงเช้าแล้ว ทั้ง 2 พระองค์ได้เสด็จฯ โดยรถยนต์พระที่นั่ง
กลับไปประทับแรม ณ จวนผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม
ราษฎรที่รู้ข่าวก็พากันอุ้มลูก จูงหลาน

หอบกันมารับเสด็จที่ริมถนนอย่างเนืองแน่น

ดังเช่นครอบครัวจันท์นิตย์ ที่ลูกหลานช่วยกันนำ

แม่ตุ้ม จันทนิตย์ วัย 102 ปี ไปรอรับเสด็จ
ณ จุดรับเสด็จห่างจากบ้าน 700 เมตร
โดยลูกหลานได้จัดหา ดอกบัวสายสีชมพู
ให้แม่เฒ่าจำนวน 3 ดอก และพาออกไปรอ
ที่แถวหน้าสุดเพื่อให้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทที่สุด

เปลวแดดร้อนแรงตั้งแต่เช้าจนสาย เที่ยงจนบ่าย

แผดเผาจนดอกบัวสายในมือเหี่ยวโรย
แต่หัวใจรักภักดีของหญิงชรายังเบิกบาน

เมื่อเสด็จฯ มาถึงตรงหน้า
แม่เฒ่าได้ยกดอกบัวสายโรยราสามดอกนั้นขึ้นจบเหนือศีรษะ

แสดงความจงรักภักดีอย่างสุดซึ้ง
พระเจ้าแผ่นดินทรงโน้มพระองค์อย่างต่ำที่สุด

จนพระพักตร์แนบชิดกับศีรษะของแม่เฒ่า
ทรงแย้มพระสรวลอย่างเอ็นดู

พระหัตถ์แตะมือกร้านคล้ำ
ของเกษตรกรชราชาวอีสานอย่างอ่อนโยน
คำบรรยายเหมือนไม่จำเป็น

สำหรับภาพที่ไม่จำเป็นต้องบรรยาย
ไม่มีใครรู้ว่าทรงกระซิบคำใดกับแม่เฒ่า

แต่แน่นอนว่าแม่เฒ่าไม่มีวันลืม

เช่นเดียวกับที่ในหลวงไม่ทรงลืมราษฎรคนสำคัญที่ทรงพบ

ริมถนนวันนั้น หลานและเหลนของแม่เฒ่าเล่าว่า
"หลังจากเสด็จพระราชดำเนินกลับกรุงเทพฯ แล้ว
ทางสำนักพระราชวังได้ส่งภาพรับเสด็จของแม่เฒ่าตุ้ม

พร้อมทั้งพระบรมรูปหล่อ ด้วยปูนพลาสเตอร์
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานผ่านมา
ทางอำเภอพระธาตุพนม ให้แม่เฒ่าตุ้มไว้เป็นที่ระลึก

พระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้นี้

อาจมีส่วนชุบชูชีวิตให้แม่เฒ่ายืนยาวขึ้นอีก
ด้วยความสุขต่อมาอีกถึงสามปีเต็ม ๆ

แม่เฒ่าตุ้ม จันทนิตย์ ราษฎรผู้โชคดีที่สุดคนหนึ่งในรัชกาลที่ 9
สิ้นอายุขัยอย่างสงบด้วยโรคชราเมื่ออายุได้ 105 ปี

ข้อมูลจาก "แม่เฒ่าตุ้ม จันทนิตย์" ภาคพิเศษ

โดย คุณหญิงศรีนาถ สุริยะ วารสารไทย



ขอทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน
ร่มโพธิ์ขวัญของไทยทั้งผอง
เปรียบประดุจดวงประทีปส่องครรลอง
ประนมกรตระกรองกราบ แทบพระบาทา ..

0 Comments:

Post a Comment

<< Home