Sunday, February 19, 2006

พระคาถาชินบัญชร





พระคาถาชินบัญชร

ในการสวด คาถาชินบัญชร เพื่อให้เกิดอานุภาพยิ่งๆ ขึ้น ก่อนจะเจริญภาวนา

จึงขอให้ตั้งนะโม 3 จบ และน้อมจิตระลึกถึงคุณพระคุณสมเด็จโต ด้วยคำบูชาดังนี้


ปุตตะกาโม ละเภ ปุตตัง ธะนะกาโม ละเภ ธะนัง อัตถิ กาเย กายะญายะ เทวานัง ปิยะตัง สุตตะวา
อิติปิ โส ภะคะวา ยะมะราชาโน ท้าวเวสสุวัณโณ มะระณัง สุขัง อะระหัง สุคะโต นะโม พุทธายะ

๑. ชะยาสะนาคะตา พุทธา
จะตุสัจจาสะภัง ระสัง
๒. ตัณหังกะราทะโย พุทธา
สัพเพ ปะติฏฐิตา มัยหัง
๓. สีเส ปะติฏฐิโต มัยหัง
สังโฆ ปะติฏฐิโต มัยหัง
๔. หะทะเย เม อะนุรุทโธ
โกณทัญโญ ปิฏฐิภาคัสมิง
๕. ทักขิเณ สะวะเน มัยหัง
กัสสะโป จะ มะหานาโม
๖. เกสันเต ปิฏฐิภาคัสมิง
นิสินโน สิริสัมปันโน
๗. กุมาระกัสสะโป เถโร
โส มัยหัง วะทะเน นิจจัง
๘. ปุณโณ อังคุลิมาโล จะ
เถรา ปัญจะ อิเม ชาตา
๙. เสสาสีติ มะหาเถรา
เอเตสีติ มะหาเถรา
ชะลันตา สีละเตเชนะ
๑๐. ระตะนัง ปุระโต อาสิ
ธะชัคคัง ปัจฉะโต อาสิ
๑๑. ขันธะโมระปะริตตัญจะ
อากาเส ฉะทะนัง อาสิ
๑๒. ชินะ นานาวะระสังยุตตา
วาตะปิตตาทิสัญชาตา
๑๓. อะเสสา วินะยัง ยันตุ
วะสะโต เม สะกิจเจนะ
๑๔. ชินะปัญชะระมัชฌัมหิ
สะทา ปาเลนตุ มัง
๑๕. อิจเจวะ มันโต
ชินานุภาเวนะ
ธัมมานุภาเวนะ
สังฆานุภาเวนะ
สัทธัมมานุภาวะปาลิโต
เชตะวา มารัง สะวาหะนัง
เย ปิวิงสุ นะราสะภา.
อัฏฐะวีสะติ นายะกา
มัตถะเก เต มุนิสสะรา.
พุทโธ ธัมโม ทะวิโลจะเน
อุเร สัพพะคุณากะโร
สารีปุตโต จะ ทักขิเณ
โมคคัลลาโน จะ วามะเก.
อาสุง อานันทะราหุโล
อุภาสุง วามะโสตะเก
สุริโยวะ ปะภังกะโร
โสภี โต มุนิปุงคะโว
มะเหสี จิตตะวาทะโก
ปะติฏฐาสิ คุณากะโร
อุปาลี นันทะสีวลี
นะลาเฏ ติละกา มะมะ.
วิชิตา ชินะสาวะกา
ชิตะวันโต ชิโนระสา
อังคะมังเคสุ สัณฐิตา
ทักขิเณ เมตตะสุตตะกัง
วาเม อังคุลิมาละกัง
อาฏานาฏิยะสุตตะกัง
เสสา ปาการะสัณฐิตา
สัตตะปาการะลังกะตา
พาหิรัชฌัตตุปัททะวา.
อะนันตะชินะเตชะสา
สะทา สัมพุทธะปัญชะเร
วิหะรันตัง มะหีตะเล *
สัพเพ เต มะหาปุริสาสะภา.
สุคุตโต สุรักโข
ชิตุปัททะโว
ชิตาริสังโฆ
ชิตันตะราโย
จะรามิ ชินะปัญชะเรติ.

*บางตำราใช้ เกเสนเต,เกสะโต,ก็มี
** ฉบับสิงหลไม่มีวรรคนี้
***.มะหีตะเล บาลีออกเสียงเป็น มะฮีตะเล

สัมพุทโธ ทิปะทัง เสฏโฐ
โกณทัญโญ ปุพพะภาเค จะ
สารีปุตโต จะ ทักขิเณ
ปัจฉิเมปิ จะ อานันโท
โมคคัลลาโน จะ อุตตะเร
อิเม โข มังคะลา พุทธา
วันทิตา เต จะ อัม เหหิ
เอเตสัง อานุภาเวนะ
นิสินโน เจวะ มัชฌิเม
อาคเณยเย จะ กัสสะโป
หะระติเย อุปาลิ จะ
พายัพเพ จะ ควัมปะติ
อีสาเนปิ จะ ราหุโล
สัพเพ อิธะ ปะติฏฐิตา
สักกาเรหิ จะ ปูชิตา
สัพพะโสตถี ภะวันตุ โน
อิจเจวะมัจจันตะนะมัสสะเนยยัง
นะมัสสะมาโน ระตะนัตตะยังยัง
ปุญญาภิสันทัง วิปุลัง อะลัตถัง
ตัสสานุภาเวนะ หะตันตะราโย

คำแปล : พระคาถาชินบัญชร

๑.พระพุทธเจ้าและพระนราสภาทั้งหลายผู้ประทับนั่งแล้วบนชัยบัลลังก์
ทรงพิชิตพระยามาราธิราชผู้พรั่งพร้อมด้วยเสนาราชพาหนะแล้ว เสวย
อมตรส คืออริยสัจธรรมทั้งสี่ประการ เป็นผู้นำสรรพสัตว์ให้ข้ามพ้นจาก
กิเลสและกองทุกข์

๒. มี ๒๘ พระองค์ คือ พระผู้ทรงพระนามว่าตัณหังกรเป็นอาทิ พระพุทธ
เจ้าผู้จอมมุนีทั้งหมดนั้น

๓.ข้าพระพุทธเจ้าขออัญเชิญมาประดิษฐานเหนือเศียรเกล้าองค์สมเด็จ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าประดิษฐานอยู่บนศีรษะ พระธรรมอยู่ที่ดวงตาทั้ง
สอง พระสงฆ์ผู้เป็นอากรบ่อเกิดแห่งสรรพคุณอยู่ที่อก

๔.พระอนุรุทธะอยู่ที่ใจ พระสารีบุตรอยู่เบื้องขวา พระโมคคัลลาน์อยู่เบื้อง
ซ้าย พระอัญญาโกณทัญญะอยู่เบื้องหลัง

๕. พระอานนท์กับพระราหุลอยู่หูขวา พระกัสสปะกับพระมหานามะอยู่
ที่หูซ้าย

๖. มุนีผู้ประเสริฐ คือ พระโสภิตะผู้สมบูรณ์ด้วยสิริ ดังพระอาทิตย์ส่อง
แสงอยู่ที่ ทุกเส้นขน ตลอดร่างทั้งข้างหน้าและข้างหลัง

๗. พระเถระกุมารกัสสปะผู้แสวงบุญทรงคุณอันวิเศษ มีวาทะอันวิจิตร
ไพเราะ อยู่ปากเป็นประจำ

๘. พระปุณณะ พระอังคุลิมาล พระอุบาลี พระนันทะ และพระสีวลี พระ
เถระทั้ง ๕ นี้ จงปรากฎเกิดเป็นกระแจะจุณเจิมที่หน้าผาก

๙. ส่วนพระอสีติมหาเถระที่เหลือ ผู้มีชัยและเป็นพระโอรสเป็นพระสา
วกของพระพุทธเจ้า ผู้ทรงชัยแต่ละองค์ล้วนรุ่งเรืองไพโรจน์ ด้วยเดช
แห่งศีล ให้ดำรงอยู่ทั่วอวัยวะน้อยใหญ่

๑๐. พระรัตนสูตรอยู่เบื้องหน้า พระเมตตาสูตรอยู่เบื้องขวา พระอังคุลิ
มาลปริตรอยู่เบื้องซ้าย พระธชัคคะสูตร อยู่เบื้องหลัง

๑๑. พระขันธปริตร พระโมรปริตร และพระอาฏานาฏิยสูตร เป็นเครื่อง
กางกั้นดุจหลัง คาอยู่บนนภากาศ

๑๒. อนึ่งพระชินพุทธเจ้าทั้งหลายนอกจากที่ได้กล่าวมาแล้วนี้ ผู้ประ
กอบพร้อมด้วย กำลังนานาชนิดมีศีลาทิคุณอันมั่นคง คือสัตตะปราการ
เป็นอาภรณ์มาตั้งล้อมเป็น
กำแพงคุ้มครองเจ็ดชั้น

๑๓. ด้วยเดชานุภาพแห่งพระอนันตะชินเจ้าไม่ว่าจะทำกิจการใด ๆ
เมื่อข้าพระพุทธเจ้า เข้าอาศัยอยู่ในพระบัญชร แวดวงกรง ล้อมแห่ง
พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ขอโรคอุปัทวะทุกข์ ทั้งภายนอกและภายในอัน
เกิดแต่โรคร้าย คือ โรคลมและโรคดีเป็นต้น เป็นสมุฏฐานจง กำจัด
ให้พินาศไปอย่าได้เหลือ

๑๔. ขอพระมหาบุรุษผู้ทรงพระคุณอันล้ำเลิศทั้งปวงนั้นจงอภิบาลข้า
พระพุทธเจ้า ผู้อยู่ในภาคพื้นท่ามกลางพระชินบัญชร ข้าพระพุทธเจ้า
ได้รับการคุ้มครอง ปกปัก รักษาภายในเป็นอันดีฉะนี้แล

๑๕. ข้าพระพุทธเจ้าได้รับการอภิบาลด้วยคุณานุภาพแห่งสัทธรรม
จึงชนะเสียได้ซึ่ง อุปัทวันตรายใดๆ ด้วยอานุภาพแห่งพระชินะ
พุทธเจ้า ชนะข้าศึกศัตรูด้วยอานุภาพแห่ง พระธรรม ชนะอันตราย
ทั้งปวง ด้วยอานุภาพแห่งพระสงฆ์ ขอข้าพระพุทธเจ้าจงได้ ปฏิบัติ
และรักษาดำเนินไปโดยสวัสดีเป็นนิจนิรันดรเทอญ ฯ





อานิสงส์ชินบัญชร

พระคาถาชินบัญชรนี้เป็นคาถาที่ศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก ตกทอดมาจากลังกาเจ้าประคุณสมเด็จ ฯ
ค้นพบในคัมภีร์โบราณได้ดัดแปลงแก้ไขแต่งเติมให้ดีขึ้นเป็นเอกลักษณ์พิเศษได้เนื้อถ้อย
กระทงความสมบูรณ์แปลออกมาแล้วมีแต่สิ่งสิริมงคลแก่ผู้สวดภาวนาทุกประการ พระคาถานี้เป็นการอัญเชิญพระพุทธานุภาพแห่งพระบรมศาสดาสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
และพระพุทธเจ้าที่ได้เคยมาตรัสรู้ก่อนหน้านั้น จากนั้นเป็นการอัญเชิญพระอรหันต์ขีณาสพ
อันสำเร็จคุณธรรมวิเศษแต่ละองค์ไม่เหมือนกัน นอกนั้นยังอัญเชิญพระสูตรต่าง ๆ อันโบราณาจารย์เจ้าถือว่า เป็นพระพุทธมนต์อันวิเศษแต่ละสูตรมารวมกันสอดคล้อง
เป็นกำแพงแก้วคุ้มกันตั้งแต่กระหม่อมจอมขวัญของผู้ภาวนาพระคาถาลงมาจนล้อมรอบตัว จนกระทั่งหาช่องโหว่ให้อันตรายสอดแทรกเข้ามามิได้

การเริ่มต้นและวิธีสวด

การเริ่มต้นสวดภาวนาให้หาวันดีคือ วันพฤหัสบดีเป็นวันเริ่มต้น โดยน้อมนำดอกไม้ ธูปเทียนถวายบูชา
คุณพระรัตนตรัยและดวงพระวิญญาณอันศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าประคุณสมเด็จ ฯ ถ้าไปที่วัดระฆังก็ใช้ได้ ถ้า
ไปไม่ได้ก็ให้ระลึกถึงท่านและหันหน้าไปทางวัดระฆังก็ใช้ได้ เมื่อบูชาพระรัตนตรัยและดวงวิญญาณของ
เจ้าประคุณสมเด็จแล้ว จึงเริ่มต้นสวดโดยอ่านตามบทให้ได้ ๑ จบ ก็เป็นอันเสร็จพิธีเริ่มต้น

http://i19.photobucket.com/albums/b177/yodnapa/pictures/lotus03.jpg

Monday, February 06, 2006

"ครองใจคน" หลากเหตุผลที่คนไทยรักในหลวง



".... ผมเคยอยู่มาแล้วหลายแผ่นดิน แต่ก็ไม่เคยเห็นว่าพระเจ้าอยู่หัวแผ่นดินใด
ที่คนทั้งเมืองเขาเป็นเจ้าเข้าเจ้าของ ให้ความเคารพบูชาอย่างสนิทสนมอย่างทุกวันนี้
...พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลก่อน ๆ ทรงครองแผ่นดิน
แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลนี้ทรง "ครองใจคน.."

หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช



เรื่อง "เดิมพันของเรา"

ครั้งหนึ่ง เมื่อหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช

กราบบังคมทูลถามพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า
"เคยทรงเหนื่อย ทรงท้อบ้างหรือไม่"

ครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชกระแสตอบว่า
ความจริงมันน่าท้อถอยหรอก บางเรื่องมันน่าท้อถอย

แต่ว่าฉันท้อไม่ได้
เพราะเดิมพันของเรานั้นสูงเหลือเกิน

เดิมพันของเรานั้นคือบ้านคือเมือง
คือความสุขของคนไทยทั่วประเทศ
ข้อมูลจาก ไทยรัฐ ฉบับ 5 ธ.ค.32





เรื่อง "ราษฎรยังอยู่ได้"

ปีพุทธศักราช 2513
เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชประสงค์
ที่จะเสด็จพระราชดำเนิน ไปเยี่ยมราษฎร
ในตำบลหนึ่งของอำเภอเมืองพัทลุง
อันเป็นแหล่งที่ผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์
ปฏิบัติการรุนแรงที่สุดในภาคใต้เวลานั้น

ด้วยความห่วงใยอย่างยิ่งล้น
ทางกระทรวงมหาดไทยได้กราบบังคมทูล
ขอให้ทรงรอให้สถานการณ์
ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่เสียก่อน
แต่คำตอบที่ทางกระทรวงมหาดไทยได้รับ
ก็คือ...

ราษฎรเขาเสี่ยงภัยยิ่งกว่าเราหลายเท่า
เพราะเขาต้องกินอยู่ที่นั่นเขายังอยู่ได้
แล้วเราจะขลาด แม้แต่จะไปเยี่ยมเยียน
ทุกข์สุขของเขาเชียวหรือ

ข้อมูลจากคำอภิปรายเรื่อง "พระบิดาประชาชน"



และมีอีกหนึ่งพระกระแสพระราชดำรัสที่เป็นคำตอบว่า
เหตุใดจึงไม่อาจหยุดทรงงานได้

...คนเราจะอยู่สุขสบายแต่คนเดียวไม่ได้

ถ้าคนที่อยู่ล้อมรอบมีความทุกข์ยาก
ควรต้องแบ่งเบาความทุกข์ยากของเขาบ้าง

ตามกำลังและความสามารถเท่าที่จะทำได้





"เขาเดินมาเป็นวัน ๆ"

"...มีอยู่ครั้งนึง ข้าพเจ้าอายุ 18 ปี ได้ตามเสด็จ...

ตอนนั้นเป็นช่วงหลังพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
เสด็จฯ เยี่ยมราษฎรทุกจังหวัดและอำเภอใหญ่ ๆ ก็เสด็จฯ
ประมาณ 9 โมงเช้า เสด็จออกทรงเยี่ยมราษฎรมาเรื่อย ๆ

ทีนี้ข้าพเจ้าก็รู้สึกว่า แหม นานเหลือเกิน ตอนนั้นยังไม่กางร่ม

ตอนนั้นยังไม่ค่อยกลัวแดด ไม่ใส่หมวก
ก็รู้สึกแดดเปรี้ยง หนังเท้านี้รู้สึกไหม้เชียว
ก็เดินเข้าไปกระซิบท่านว่า พอหรือยัง ก็โดนกริ้ว

นี่เห็นไหมราษฎรเขาเดินมาเป็นวัน ๆ

เพื่อมาดูเราแม้แต่นิดเดียว
แต่นี่เรายืนอยู่ไม่เท่าไรล่ะ
ตอนนี้ทนไม่ไหวเสียแล้ว..

พระราชดำรัสสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ

วันที่ 11 ส.ค. 2534



"ต่อไปจะมีน้ำ"

"น้ำทิพย์สาดเป็นสายพรายพลิ้วทิวงาม ทั่วเขตคามชื่นธารา"
เขียนโดย มนูญ มุกข์ประดิษฐ์ เป็นบทความที่ตีพิมพ์

ในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 5 ธ.ค.2528
ได้เล่าให้ผู้อ่านชาวไทย ได้ประจักษ์ถึงเรื่อง
อัศจรรย์ของ "ในหลวง" กับ "น้ำ"
ที่เกิดขึ้นในคำวันหนึ่งของเดือน ก.พ.2528

ด้วยความทุกข์ที่เปี่ยมล้นใจอันเนื่องมาจาก

ต้องเผชิญความแห้งแล้งอย่างหนัก
หญิงชราคนนึ่งที่มาเข้าเฝ้าฯ รับเสด็จได้คลานเข้ามากอด

พระบาทของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
กราบบังคมทูลด้วยน้ำตาอาบแก้ม ขอพระราชทานน้ำ

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชดำรัสตอบว่า

ยายไม่ต้องห่วงแล้วนะ ต่อไปนี้จะมีน้ำ เราเอาน้ำมาให้

แล้วพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวก็ทรงพระดำเนินกลับ

ไปยังรถพระที่นั่ง ซึ่งจอดห่างออกไปราว 5 เมตร
ปรากฎว่าท่ามกลางอากาศที่ร้อนแล้ง
จู่ ๆ ก็เกิดฝนตกลงมาเป็นครั้งแรกในรอบปี
ทำให้ผู้ตามเสด็จและราษฎรในที่นั้นถึงกับงุนงงไปตาม ๆ กัน



"สิ่งที่ทรงหวัง"

ครั้งหนึ่งขณะเสด็จฯ เยี่ยมเยียนราษฎร

ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ผู้สื่อข่าวต่างประเทศคนหนึ่ง

ได้ขอพระราชทานสัมภาษณ์
และได้กราบบังคมทูลถามว่า
การที่เสด็จฯ เยี่ยมราษฎร

และมีโครงการตามพระราชดำริ
เกิดขึ้นมากมายนั้น
ทรงหวังว่าจะให้คอมมิวนิสต์น้อยลงใช่หรือไม่

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงรบสั่งตอบว่า
"มิได้ทรงสนพระทัยว่าคอมมิวนิสต์จะน้อยลงหรือไม่
แต่ทรงสนพระทัยว่าประชาชนของพระองค์

จะหิวน้อยลงหรือไม่"




"รักถึงเพียงนี้" และ "จุดเทียนส่งเสด็จ"

บทความชื่อ "แผ่นดินร่มเย็นที่นราธิวาส"

ตีพิมพ์ในนิตยสาร "สู่อนาคต" ฉบับพิเศษเนื่องในวันเฉลิมฯ
ได้เล่าย้อนให้เราได้เห็นภาพความยากลำบาก
ในการเสด็จฯ เยี่ยมราษฎรทางภาคใต้เมื่อหลายปีก่อน

โดยเฉพาะช่วงก่อนสร้างพระราชตำหนักทักษิณราชนิเวศน์นั้น
เป็นที่รู้กันว่าจังหวัดนราธิวาสชุกชุมไปด้วยโจรร้าย

โจรปล้นสะดมและพวกโจรเรียกค่าไถ่
ถึงขนาดที่ในหลาย ๆ หมู่บ้านนั้น

แม้แต่เจ้าหน้าที่ของรัฐก็ไม่กล้าย่างกรายเข้าไป

ทว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงตระหนัก

ในทุกข์อันลึกล้ำของชาวบ้าน ที่ทั้งทุกข์เพราะยากจน
และทุกข์เพราะภัยคุกคาม จึงได้เสด็จฯ ลงไปเยี่ยมเยียน
เป็นขวัญกำลังใจให้ราษฎรของพระองค์

โดยไม่ทรงหวาดหวั่น
บางวันถึงกับเสด็จฯ เป็นการส่วนพระองค์
โดยปราศจากกำลังอารักขา

และบางหมู่บ้านตำรวจเพิ่งถูกคนร้ายแย่งปืน
แล้วยิ่งตายก่อนเสด็จไปถึงเพียงไม่กี่ชั่วโมง

ทรงรักราษฎรถึงเพียงนี้ จึงไม่แปลกที่หญิงชราคนหนึ่งในหมู่บ้านหนึ่ง

ของอำเภอรือเสาะจะเข้ามาเกาะพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
เธอร้องไห้แล้วบอกว่า ไม่นึกเลยว่าพระเจ้าอยู่หัว
เป็นคนไทยชาวพุทธ จะมารักมุสลิมได้ถึงขนาดนี้..

บทความเดียวกันได้เปิดเผยต่อไปอีกว่า

ที่อีกหมู่บ้านหนึ่งในอำเภอเดียวกันนั้น
"โต๊ะครูได้พาพรรคพวกมายืนรอรับเสด็จแล้วพูดขึ้นว่า ..

รายอกลับไปเถอะ ประไหมสุหรีกลับไปเถิด
ประเดี๋ยวพวกโจรจะลงจากเขา..."

และเมื่อถึงเวลาเสด็จฯ กลับที่มืดสนิทอย่างน่ากลัว

โต๊ะครูกับชาวบ้านก็พากันมาจุดเทียน
ส่งเสด็จตลอดเส้นทางอันตราย ด้วยความห่วงใย

ใน "รายอ" และ "ประไหมสุหรี"
หรือ พระราชาพระราชินีของพวกเขาอย่างสุดซึ้ง





"ดีใจที่สุด"

สำหรับผู้ที่ตกอยู่ในความทุกข์มืดมน

พระบรมฉายาลักษณ์ไม่เพียงเป็นรูปเคารพบูชา
แต่ยังเป็นเสมือนสัญลักษณ์ของความศรัทธา

ที่ช่วยให้มีแรงต่อสู้กับความทุกข์ต่อไปได้
ดัง คุณยายละเมียด แสงเนียมวัย 72 ปี ชาวจังหวัดชุมพร

ผู้ที่เผชิญกับอุทกภัยภาคใต้ในปี 2540
น้ำท่วมบ้านสูงมากจนอยู่อาศัยไม่ได้

"อยู่ ๆ น้ำก็ท่วมมาเร็วมาก ยายต้องไปขออาศัยบ้านคนอื่นเขาอยู่

ต่อมาก็ขึ้นไปอยู่ชั้นบน ออกไปไหนไม่ได้เลย...
พอดีที่บ้านนี้เขาปลูกมะละกอ ต้นมันสูงมาถึงหน้าต่าง
เราก็เอื้อมถึงพอดี เลยได้กินข้าวกับมะละกอ
ก็กินมาสามวัน มาเมื่อวานผู้ใหญ่บ้านมาบอก
มูลนิธิในหลวงจะเอาของมาแจกยายคิดเลยว่า

ไม่อดตายแล้ว ทุกครั้งที่คนไทยเดือดร้อน ใ
นหลวงจะให้ความช่วยเหลือทุกครั้ง

ของที่ยายได้มา ที่ดีใจที่สุดคือมีรูปของท่านมาด้วย

ที่บ้านเสียหายหมดแล้ว ยายจะเอารูปท่านไว้บูชา

ยายพูดแล้วก็ก้มลงกราบ

พระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ด้วยความจงรักสุดหัวใจ



"ทุกข์บรรเทา"

การ "ประทับอยู่ในบ้านเมือง" ดังพระราชดำรัสนั้น

ในเวลาต่อมาก็เป็นที่รู้กันว่า มิได้หมายถึงการ
ประทับอยู่ในเมืองหลวงเท่านั้น
แต่ยังเสด็จฯ เยี่ยมเยียนราษฎร ของพระองค์
จนแทบจะทั่วทุกตารางนิ้วที่พระบาทจะย่างไปถึงได้

ทรงวิทย์ แก้วศรี ผู้เรียบเรียงบทความ

"บรมบพิตรพระราชสมภารเจ้าผู้ทรงพระคุณธรรมอันประเสริฐ"
บันทึกไว้ว่า วันที่ 13 ก.ย 2497

ขณะที่ทรงมีพระชนมายุ 26 พรรษา
และทรงครองราชย์เป็นปีที่ 8

ปรากฎว่าเกิดเหตุการณ์อัคคีภัยครั้งร้ายแรงขึ้น

ที่อำเภอบ้านโป่ง จ.ราชบุรี
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจึงเสด็จพระราชดำเนิน

ไปเยี่ยมเยือนราษฎรขาวบ้านโป่ง ผู้ประสบภัยในพื้นที่
ทรงทอดพระเนตรบริเวณที่เกิดเพลิงไหม้
และพระราชทานสิ่งของบรรเทาทุกข์

ทุกข์ในยามยากเพราะสิ้นเนื้อประดาตัวจากภัยเพลิงนั้นมากล้น

แต่ เมื่อได้รู้ว่ายังมีใครสักคน คอยเป็นกำลังใจ
ทุกข์สาหัสแค่ไหนก็ยังพอมีแรงกายลุกขึ้นสู้ต่อได้

การเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยียนราษฎรผู้ประสบภัยในครั้งนั้น

นับได้ว่าเป็นการ เสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมราษฎร
ต่างจังหวัดเป็นครั้งแรกในรัชกาล



"ดอกบัวจากหัวใจ"

ที่นครพนม บนเส้นทางรับเสด็จตรงสามแยกชยางกูร-เรณูนคร

บ่ายวันที่ 13 พ.ย. 2498
อาณัติ บุนนาค หัวหน้าส่วนช่างภาพประจำพระองค์

ได้บันทึกภาพในวินาทีสำคัญ
ที่กลายเป็นภาพประวัติศาสตร์ภาพหนึ่งของประเทศ

ภาพที่พูดได้มากกว่าคำพูดหนึ่งล้านคำ

วันนั้นหลังจากทรงบำเพ็ญพระราชกุศล ณ วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร

เสร็จสิ้นในช่วงเช้าแล้ว ทั้ง 2 พระองค์ได้เสด็จฯ โดยรถยนต์พระที่นั่ง
กลับไปประทับแรม ณ จวนผู้ว่าราชการจังหวัดนครพนม
ราษฎรที่รู้ข่าวก็พากันอุ้มลูก จูงหลาน

หอบกันมารับเสด็จที่ริมถนนอย่างเนืองแน่น

ดังเช่นครอบครัวจันท์นิตย์ ที่ลูกหลานช่วยกันนำ

แม่ตุ้ม จันทนิตย์ วัย 102 ปี ไปรอรับเสด็จ
ณ จุดรับเสด็จห่างจากบ้าน 700 เมตร
โดยลูกหลานได้จัดหา ดอกบัวสายสีชมพู
ให้แม่เฒ่าจำนวน 3 ดอก และพาออกไปรอ
ที่แถวหน้าสุดเพื่อให้ใกล้ชิดเบื้องพระยุคลบาทที่สุด

เปลวแดดร้อนแรงตั้งแต่เช้าจนสาย เที่ยงจนบ่าย

แผดเผาจนดอกบัวสายในมือเหี่ยวโรย
แต่หัวใจรักภักดีของหญิงชรายังเบิกบาน

เมื่อเสด็จฯ มาถึงตรงหน้า
แม่เฒ่าได้ยกดอกบัวสายโรยราสามดอกนั้นขึ้นจบเหนือศีรษะ

แสดงความจงรักภักดีอย่างสุดซึ้ง
พระเจ้าแผ่นดินทรงโน้มพระองค์อย่างต่ำที่สุด

จนพระพักตร์แนบชิดกับศีรษะของแม่เฒ่า
ทรงแย้มพระสรวลอย่างเอ็นดู

พระหัตถ์แตะมือกร้านคล้ำ
ของเกษตรกรชราชาวอีสานอย่างอ่อนโยน
คำบรรยายเหมือนไม่จำเป็น

สำหรับภาพที่ไม่จำเป็นต้องบรรยาย
ไม่มีใครรู้ว่าทรงกระซิบคำใดกับแม่เฒ่า

แต่แน่นอนว่าแม่เฒ่าไม่มีวันลืม

เช่นเดียวกับที่ในหลวงไม่ทรงลืมราษฎรคนสำคัญที่ทรงพบ

ริมถนนวันนั้น หลานและเหลนของแม่เฒ่าเล่าว่า
"หลังจากเสด็จพระราชดำเนินกลับกรุงเทพฯ แล้ว
ทางสำนักพระราชวังได้ส่งภาพรับเสด็จของแม่เฒ่าตุ้ม

พร้อมทั้งพระบรมรูปหล่อ ด้วยปูนพลาสเตอร์
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานผ่านมา
ทางอำเภอพระธาตุพนม ให้แม่เฒ่าตุ้มไว้เป็นที่ระลึก

พระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้นี้

อาจมีส่วนชุบชูชีวิตให้แม่เฒ่ายืนยาวขึ้นอีก
ด้วยความสุขต่อมาอีกถึงสามปีเต็ม ๆ

แม่เฒ่าตุ้ม จันทนิตย์ ราษฎรผู้โชคดีที่สุดคนหนึ่งในรัชกาลที่ 9
สิ้นอายุขัยอย่างสงบด้วยโรคชราเมื่ออายุได้ 105 ปี

ข้อมูลจาก "แม่เฒ่าตุ้ม จันทนิตย์" ภาคพิเศษ

โดย คุณหญิงศรีนาถ สุริยะ วารสารไทย



ขอทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน
ร่มโพธิ์ขวัญของไทยทั้งผอง
เปรียบประดุจดวงประทีปส่องครรลอง
ประนมกรตระกรองกราบ แทบพระบาทา ..

Sunday, January 22, 2006

ดอกไม้ประจำจังหวัด สงขลา

สะเดาเทียม (Azardirachta excelsa (Jack) Jacobs)
เป็นดอกไม้ประจำจังหวัด สงขลา




ชื่อวิทยาศาสตร์ Azadirachta excelsa (Jack) Jacobs
วงศ์ MELIACEAE
ชื่ออื่น ต้นเทียม ไม้เทียม สะเดาช้าง สะเดาเทียม สะเดาใบใหญ่ (ภาคใต้)
ลักษณะทั่วไป เป็นไม้ยืนต้นสูงตรงไม่มีกิ่งขนาดใหญ่ เมื่ออายุน้อยเปลือกต้นเรียบ
เมื่ออายุมากเปลือกจะแตกเป็นแผ่นล่อนสีเทาปนดำ เรือนยอดเป็นพุ่มกลมทึบ
ใบเป็นใบประกอบ ขอบใบหยักคล้ายฟันเลื่อย ใบเบี้ยวไม่ได้สัดส่วน
ปลายใบแหลมเป็นติ่ง ฐานใบเบี้ยวไม่เท่ากัน เนื้อใบหนา เกลี้ยง สีเขียวเป็นมัน
ออกดอกเป็นช่อตามง่ามใบหรือปลายกิ่ง ดอกบานสีขาว ออกดอกช่วงเดือนมีนาคม
ผลทรงกลมรี ผลแก่สีเขียว เมื่อสุกจะเป็นสีเหลือง

การขยายพันธุ์ โดยการเพาะเมล็ดในถุงเพาะกล้าจนงอก
และแข็งแรงก่อน จึงย้ายไปปลูกลงดิน
สภาพที่เหมาะสม ดินร่วนปนทราย มีการระบายน้ำและอากาศได้ดี
ถิ่นกำเนิด ตามเรือกสวนไร่นา แถบภาคใต้ของประเทศไทย



ข้อสังเกตและผลการทดลอง
1. เมล็ดงอกใช้เวลาประมาณ 7 วัน
2. ช่วงเวลาที่ใช้ในการเพาะประมาณ 12 เดือน



ประโยชน์ เป็นไม้โตเร็ว เนื้อไม้คุณภาพดี ปลวกและมอดไม่ค่อยทำลาย
สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้เกือบทุกส่วน
เนื้อไม้ใช้ทำเครื่องเรือนเครื่องแกะสลัก
ดอกอ่อนใช้รับประทานได้
เมล็ดนำมาสกัดสารทำยาฆ่าแมลง
เปลือกต้มทำ ยาแก้บิดหรือท้องร่วง

Thursday, November 24, 2005

ความหมายของร้อยกรอง



คำว่า ร้อยกรอง ตรงกับคำภาษาอังกฤษว่า Poetry
บางครั้งก็เรียก บทกวี บทประพันธ์ หรือ กวีนิพนธ์
คำว่าร้อยกรอง เป็นคำที่สำนักวัฒนธรรมทางวรรณกรรม กำหนดขึ้นใช้เรียกวรรณกรรมที่มีลักษณะบังคับในการแต่ง
เพื่อให้เข้าคู่กับคำว่า "ร้อยแก้ว"
ซึ่งเดิมบทประพันธ์ประเภทนี้ เรียกกันหลายอย่าง
เช่น กลอน กาพย์ ร่าย ฉันท์ มีถ้อยคำมาประกอบประพันธ์กัน
มีขนาดมาตราเสียงสูงต่ำ หนักเบาและสั้นยาวตามรูปแบบที่กำหนดไว้


คำว่าร้อยกรอง เราสามารถแยกศัพท์ได้เป็น 2 คำ
คือคำว่า "ร้อย" กับคำว่า "กรอง"
ร้อยเป็นคำกริยา หมายถึงการเรียงร้อย หรือการเรียบเรียงถ้อยคำ
หรืออาจจะเป็นดอกไม้ก็ได้ เช่น ร้อยดอกไม้
คำว่ากรองเป็นคำกริยา หมายถึงการเรียงร้อยกรอง
เมื่อรวมกัน หมายถึง การกลั่นกรองหรือเรียบเรียงถ้อยคำ
เช่นเดียวกับที่เรานำดอกไม้มาร้อยเป็นพวงมาลัย
จะมีความงดงามแล้วก็อ่อนหวานไพเราะ
ไม่ใช่ว่าเพียงแต่เอาถ้อยคำมาเรียงต่อกันเท่านั้น

มีคำที่น่าสังเกต คือคำว่า กวีนิพนธ์
นักวิชาการบางท่าน ให้ความหมายแตกต่างไป จากร้อยกรอง คือ ร้อยกรองอาจจะเป็นคำประพันธ์ที่นำมาเรียงร้อยให้มีสัมผัสเท่านั้น
แต่ว่า กวีนิพนธ์ กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ได้กล่าวไว้ว่า
กวีนิพนธ์นั้น เป็นการย่อยกรองถ้อยคำ เรียงถ้อยคำตามระเบียบข้อบังคับ
ซึ่งได้แก่มาตราฉันทลักษณะ นั่นคือร้อยกรองทั่วไป กวีนิพนธ์โดยแท้จะต้องแสดงความรู้สึกนึกคิดที่เป็นภาพอันงามด้วย
กวีนิพนธ์เป็นสิ่งวอนใจเรารู้สึกนึกคิด ทำให้เราสมใจในรสของภาษา
และเห็นภาพความคิดต่าง ๆ กระจ่างขึ้น
กวีนิพนธ์เป็นลักษณะยอดเยี่ยมของวรรณคดี
คำร้อยกรองนั้นเป็นเพียงเครื่องประดับประกอบของกวีนิพนธ์เท่านั้น
เพราะฉะนั้นตามความหมายอันนี้ ก็จะได้ว่าร้อยกรอง
คือคำประพันธ์ทั่ว ๆ ไป ที่มีฉันทลักษณ์
แต่ถ้ากวีนิพนธ์จะต้องเป็นร้อยกรองที่มีลักษณะยอดเยี่ยม


ประเภทของร้อยกรอง

ประเภทของร้อยกรองทั้งแบบเก่าและแบบใหม่ มี 10 ประเภท
ได้แก่

1. เพลงพื้นบ้าน
เป็นร้อยกรองที่สันนิษฐานว่าเกิดก่อนร้อยกรองทุกประเภท
ตั้งแต่ยังไม่มีตัวอักษรใช้อาจจะเรียกว่าวรรณคดีมุขปาฐะ
เช่น เพลงเรือ เพลงกล่อมเด็ก เพลงฉ่อย เป็นต้น
เพลงพื้นบ้านดังกล่าวคาดว่าเป็นร้อยกรอง
ประเภทแรกที่เกิดขึ้น มักจะไม่เคร่งครัดในฉันทลักษณ์

2. กลอน
กลอนเป็นที่นิยมมาตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้นเป็นต้นมา
ในความหมายที่เราเข้าใจกันบางคนใช้คำว่ากลอน
แทน ร้อยกรองทุกประเภท เช่น แต่งกลอน แต่งกาพย์
แต่งฉันท์ก็เรียกว่าแต่งกลอน ฉะนั้นกลอนในที่นี้มีความหมาย 2 อย่าง ความหมายหนึ่งคือความหมายรวมของร้อยกรองทุกประเภท
ความหมายอีกอย่างหนึ่งคือ เป็นคำประพันธ์ประเภทหนึ่ง
เช่น กลอนหก กลอนเจ็ด กลอนแปด
กลอนดอกสร้อย กลอนสักวา

3. กาพย์
กาพย์นั้นปรากฏในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ
ในหนังสือมหาชาติคำหลวง ปัจจุบันนี้กาพย์ที่เรานิยมแต่งกัน
ก็คือกาพย์ยานี กาพย์ฉบัง และกาพย์สุรางค์นาง
รวมทั้งหมดแล้ว กาพย์มีอยู่ประมาณ 20 ชนิด

4. โคลง
เป็นคำประพันธ์ที่เก่าแก่มาก ปรากฏในวรรณคดีสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น
เช่นลลิตพระลอ โคลงเป็นร้อยกรอง ที่กำหนดจำนวนคำสัมผัสแล้วก็พิเศษคือ
กำหนดคำเอกคำโท กำหนดวรรณยุกต์เอกโท จึงแต่งค่อนข้างยาก
ส่วนในสมัยโบราณนิยมแต่โคลงคั่น ปัจจุบันนี้ไม่ค่อยมีแล้ว

5. ร่าย
เป็นคำประพันธ์โบราณที่ปรากฏตั้งแ ต่ศิลาจารึก
ของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ร่ายมีคำสัมผัสบางตอน
อย่างเช่น ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว คำพูดสั้น ๆ อย่างนี้
ก็เป็นร่ายคือคำว่า ปลากับคำว่านา ที่สัมผัสกัน
ร่ายมีหลายประเภทเช่นกัน

6. ลิลิต
เป็นร้อยกรองผสมระหว่างโคลงและร่าย
บางครั้งก็นับว่าเป็นคำประเภทหนึ่ง
คือเอาโคลงและร่ายผสมกันถือว่าเป็นคำ
ประพันธ์ประเภทโคลงและร่ายนั่นเอง

7. ฉันท์
เป็นรูปแบบคำประพันธ์ของอินเดีย ซึ่งไทยเรารับมาใช้
มีคำบังคับ ครุ ลหุ ฉันท์ ของอินเดียนั้นไม่กำหนดสัมผัส
แต่ว่า ไทยเราคำคล้องจองกันเราจึงเพิ่มสัมผัส
ฉันท์นั้นมีประมาณ 100 กว่าชนิด
แต่ไทยเรานิยมแต่งและก็ปรากฏ ในตำราฉันท์ของไทยนั้น
มีประมาณ 108 ชนิด

8. กลบท
กลบทก็คือคำประพันธ์โคลง ฉันท์ กาพย์ กลอน ที่กล่าวมาแล้ว
แต่ว่าจะมีการเพิ่มบังคับหรือลักษณะพิเศษให้น่าอ่าน
หรือว่ามีเงื่อนไขที่จะต้องแก้ไข จะต้องใช้ความสามารถพิเศษ
ในการที่จะอ่าน เรียกว่ากลบท

9. เพลง
เพลงในที่นี้หมายถึงร้อยกรองที่นำมาประกอบดนตรี
ฉันทลักษณ์ของเพลงนั้นอาจจะเหมือนกับร้อยกรองแบบฉบับ
เช่น เพลงที่ใช้ประกอบดนตรีไทยเดิม เช่น เพลงเต่ากินผักบุ้ง
พม่าเห่ อย่างนี้จะใช้รูปแบบคำประพันธ์ที่เป็นกลอน
ปัจจุบันนี้การแต่งเพลงที่ใช้ดนตรีสากลนั้น ไม่จำเป็นจะต้องใช้กลอน
หรือกลอนสุภาพเสมอไป อาจจะเป็นคำประพันธ์ที่มีลักษณะพิเศษ
ตามทำนองที่แต่งขึ้น
เพลงสากล ปัจจุบันอาจจะมีสัมผัสน้อย แต่อย่างไรก็ตาม
ก็ยังมีลักษณะเฉพาะไม่เหมือนกับคำพูดธรรมดา
จัดเป็นร้อยกรองประเภทหนึ่ง

10. คำประพันธ์รูปแบบใหม
ซึ่งอาจจะไม่มีสัมผัสก็ได้ เช่น กลอนเปล่า
แต่กลอนเปล่าก็ยังมีลักษณะพิเศษคือมีจำนวนคำจำกัด
แต่ละวรรคจะไม่ยาวนัก จะมีความพิถีพิถันในการกำหนดถ้อยคำ
อาจจะมีใช้คำซ้ำ ๆ เช่นคำว่ากล้วย กล้วยในทุกบรรทัด
หรือ ลองสัมผัสเดียวกันทุกบรรทัด หรือ อาจจะไม่สัมผัสแน่นอน
แต่ก็นับเป็นร้อยกรองประเภทหนึ่ง ซึ่งเรียกว่ากลอนเปล่า
หรือมีร้อยกรอง ที่เขียนในรูปต่าง ๆ กัน อย่างเช่น
เขียนเป็นรูปหยดน้ำ เขียนเป็นลักษณะพระพุทธรูป
อย่างนี้ เราเรียกว่าเป็นวรรณรูปหรือวรรณลักษณ์
ก็นับเป็นคำประพันธ์อีกประเภทหนึ่ง

ตัวอย่าง
บทร้อยกรองชื่อ "หยาดฝน" ที่วางเป็นรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน
เหมือนเป็นเม็ดฝนหล่นจากฟ้า ตรงกับเนื้อความที่พรรณาไว้ ดังนี้


เด็ก
คนนั้น
มองสายฝน
ภายนอกหน้าต่าง
หยาดน้ำฝนจากฟ้า
หลั่งมาเป็นสาย
ดู ซิ จ๊ะ
น้ำฝน
ใส
สาว
คนนั้น
มองสายฝน
ภายในหัวใจ
หยาดน้ำฝนจากใจ
หลั่งมาเป็นสาย
ดู ซิ จ๊ะ
น้ำฝน
ขุ่น

(หยาดฝน : ผกาดิน)


ในปัจจุบันนี้จะกล่าวได้ว่า คนไทยมีความกว้างขวางทางความคิด
คือแต่งร้อยกรองหลาย ๆ ประเภท มีกวีสมัยที่คิดร้อยกรอง
รูปแบบใหม่ ๆ แล้วมาประยุกต์จากรูปแบบเดิมก็มี
เพราะฉะนั้นปัจจุบันนี้ ในยุคโลกาภิวัตน์ ร้อยกรองก็ได้วิวัฒนาการ
มาเป็นรูปแบบที่หลากหลาย


ขอขอบคุณข้อมูลจาก มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
และสถาบันราชภัฏนครศรีธรรมราช